Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter

 

 

สวัสดีค่ะ คุยกับเหล่าซือ NPP Chinese Home กลับมาอีกครั้งแล้วค่ะ นี่เป็นเหล่าซือคนที่ 2 แล้วที่เราจะได้พูดคุย ทำความรู้จักกัน นอกจากที่นักเรียนได้เจอกันหน้าจอ เหล่าซือที่สอนเราเป็นยังไง เรียนอะไรมา มีประสบการณ์เกี่ยวกับภาษาจีนยังไง ทำไมถึงมาสอนภาษาจีนได้ดีขนาดนี้ ไป ๆ มา ๆ เราอาจจะได้เทคนิคการเรียนภาษาจีน หรือแรงบันดาลใจเอาไว้เป็นแรงผลักดันในการเรียนภาษาจีนก็ได้ เราไปทำความรู้จักกับเหล่าซือหวานกันดีกว่าค่ะ!

 

แนะนำตัวหน่อยค่ะ

สวัสดีค่ะ ชื่อจริงก็จะเป็นศิระประภา ทิสมบูรณ์ หรือว่าในชื่อภาษาจีนก็ หลี่เมี่ยวเชว่ หรือว่านักเรียนก็จะชอบเรียกว่า หลี่เหล่าซือ หรือหวานเหล่าซือ

 

สอนวิชาอะไรบ้าง

ตอนนี้ถ้าเป็นที่โรงเรียนจะสอนรายวิชาเพิ่มเติม ภาษาจีนพื้นฐาน ตั้งแต่ม.1 ม.2 ม.3 ก็เป็นวิชาเพิ่มเติม เริ่มต้นการเรียนภาษาจีน ตั้งแต่พินอินไปเลย ช่วงชั้นม.ปลายก็จะเป็น เพิ่มเติมเหมือนกันแต่จะเรียนเยอะกว่าหน่อยจะเป็น 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ม.4 ม.5 ม.6 เป็นสายภาษา ของห้องทับ2 ห้องภาษา

 

 

เรียนจบอะไรที่ไหนมาคะ

เหล่าซือเรียนจบที่มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ฉะเชิงเทรานะคะ มีโอกาสได้ไปศึกษาที่ประเทศจีน 1 ปี ในช่วงชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัย qujing  หรือ Qujing normal university มณฑลยูนนาน

 

เริ่มต้นเป็น NPP Chinese Home ได้ยังไง

เริ่มมาสอนที่นี่ก็ ตั้งแต่คลาสสดจะเป็นเพื่อนชวนมาตอนนั้น แต่ในความจริง เราเรียนช่วงมัธยมเรามีโอกาสได้มาเรียนพิเศษที่นี่ เราอยูาม.6 มาเรียนพิเศษที่นี่เพราะเราจะเรียนที่มหาลัยสายภาษาจีนนี่แหละ แล้วก็ได้มาเรียนที่ NPP Chinese Home พอเราเรียนจบไปแล้วก็มีโอกาสได้มาสอนที่นี่ตอนเราอยู่ปี 5 เริ่มมาสอนที่นี่ ถ้าจะไม่ผิดนะ

 

 

เริ่มต้นเรียนภาษาจีน เริ่มตอนไหน

ตอนนั้น เรียนภาษาจีนเราเรียนอยู่ที่พนมอดุลที่นี่แหละ ตอนนั้นเราอยู่ม.4 เพิ่งเพิ่มหลักสูตรภาษาจีน แล้วก็มีครูจีน จากประเทศจีนเลยมาสอน เราก็รู้สึกสนใจตั้งแต่ตอนนั้น แต่ก็ยังไม่ได้อะไร ก็เรียนไปเล่นไป ยังไม่ค่อยรู้ความสำคัญของมันเท่าไหร่ คือเราเป็นคนไม่ได้ภาษาอังกฤษอยู่แล้ว เราก็ลองมาภาษาจีนดูซิ แล้วเราก็เป็นคนที่ชอบวาดรูป หรือว่าเขียน พอเห็นตัวอักษรจีนที่มันมีเส้น มีลำดับขีด เราก็รู้สึกชอบ แล้วก็ชอบเขียน

 

 

ช่วงที่เริ่มเรียนภาษาจีน อุปสรรคในการเรียนของเราคืออะไร

อุปสรรคในการเรียนภาษาจีนเหรอ? (อย่างแบบตอนที่เรียนที่พนมอดุลเขาก็จะเปลี่ยนเหล่าซือทุกปีอย่างเนี้ย) ใช่ แต่ละครูมา ก็สอนคนละเรื่องสอนไม่เหมือนเดิม ตอนนั้นก็ไม่รู้หรอก พินอินคืออะไร ต้องเรียนอะไรก่อน เพราะว่าเวลาครูคนจีนเขามาสอนก็จะมีตัวจีนมาให้เราเลย เขาไม่ค่อยสอนพินอินเท่าไหร่ ก็คือมีประโยคให้เราจำ ตอนเรียนเราอยู่ในห้องท้าย ๆ ไม่ได้อยู่ห้องต้น ๆ เป็นศิลป์ทั่วไป ก็ได้เรียนภาษาจีน เพื่อนบางคนก็แกล้งครูจีน เพราะแกชอบให้ท่อง คือตอนนั้นกดดัน อ่านไม่ได้ เราก็ต้องจดภาษาไทยกำกับ ว่าตัวนี้อ่านว่าอะไรเพราะไม่สามารถอ่านด้วยตัวเอง แต่พอเรียนไปแล้วถึงรู้ว่าเราต้องเรียนพินอินก่อนนะ คือตัวอักษารภาษาอังกฤษนั่นแหละ เราถึงจะมาอ่านออกเสียงได้ด้วยตัวเอง พอเสร็จแล้วเราก็จะเริ่มจำตัวอักษรจีนว่าตัวนี้แทนเสียงตัวนี้นะ เพราะว่าเสียงของภาษาจีน 1 คำ มันแปลเป็นอักษรจีนได้หลายตัวเลย เราก็ต้องมาจำเพิ่ม

 

ฟังดูแล้วตอนม.ปลาย ตอนที่เริ่มเรียนก็ไม่ค่อยสนใจเรียนภาษาจีนเท่าไหร่ แล้วมาเริ่มสนใจ ตั้งใจเรียนภาษาจีนจริง ๆ ตอนไหน

ตั้งแต่ตอนแรกเลย เราเรียนมาตั้งแต่ม.4 ก็ยังไม่ได้ ม.5 ม.6 เขาก็จะเปลี่ยนครู วนไปเรื่อย ๆ ก็เอาเรื่องใหม่มาสอน โดยส่วนตัวเราชอบวาดรูป แล้วก็อีกอย่างภาษาจีนในอนาคตมันต้องบูมแน่ ๆ เลย เรารู้ไว้ เราจะได้เปรียบกว่าคนอื่น อย่างนี้เนี่ย เรามาสอนพิเศษในวันเสาร์ได้รายพิเศษ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่คิด เราก็เลยเลือกเรียนภาษาจีน ตอนนั้นที่เรามาเรียนพิเศษที่นี่เพราะเราจะไปสอบเข้าสายภาษาจีนที่ราชภัฏนี่แหละ เขาจะมีสัมภาษณ์เราก็เลยได้มาเรียนที่ เราก็มาเตรียมตัวไว้ก่อน

 

 

 

แล้วพอเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยแล้วเป็นยังไงบ้าง

เรียนมหา’ลัย ก็เริ่มใหม่หมดเลย (หัวเราะ) จากที่เรียนไป ก็คือไม่ได้ เริ่มใหม่ตั้งแต่พินอิน ตอนเข้าไปครั้งเราก็ไปเรียน จะถูกแบ่งออกเป็นกลุ่ม ต่างโรงเรียนบางคนก็มีพื้นฐานมา มีกลุ่มที่รู้พินอิน พยัญชนะ อ่านออกเขียนได้ กลุ่มที่สองจะปานกลาง กลุ่มที่สามคือไม่ได้เลย เราอยู่ในกลุ่มที่สอง ปานกลาง พอได้ ได้แต่ไม่เยอะ เราก็เริ่มใหม่ไปกับเพื่อน คนเก่ง เขาก็เก่งไปเลย ก็มาเรียนซ้ำกับเพื่อน พยัญชนะ สระ ผสมกันไป แต่คนที่เป็นแล้วก็ไปไวหน่อยเราก็ตามไปเรื่อย ๆ

 

 

ตอนไหนที่รู้สึกว่า เริ่มได้แล้วภาษาจีน ฉันรู้เรื่องแล้ว

เริ่มได้ในช่วงของปี 3 ก่อนไปจีน เราก็ปรับตัว เราก็จะได้แค่ nĭ chī fàn le ma ? (หนี่ ชรือ ฟ่าน เลอ มะ?) คุณกินข้าวหรือยัง ประโยคพื้น ๆ ทั่วไป แต่ตอนไปจีนเลย คือเราต้องใช้ เช่นเราจะกินข้าว อยากกินอันโน้นอันนี้ เราก็ต้องพูดสื่อสารกับคนจีนได้ละ แล้วอีกอย่างคือมีเพื่อนคนจีน เขาก็จะให้เป็นบัดดี้ นักศึกษาต่างชาติที่เรียนภาษาไทยที่โน่นคอยดูแล ช่วยเหลือเรา ครั้งแรกเลยเขาก็จะพาเราไปตลาด ตอนนั้นก็ยังคุยกับแม่ค้าไม่ได้ก็จะมีเพื่อนคนจีนคอยประกบ อะไรงี้ พักหลังๆก็จะเป็นเพื่อนคนไทย ไปกันเอง ไปเที่ยวกันเองซื้อของต่อรองสินค้า สนุกนะไปที่นู่น

 

 

ประสบการณ์ที่จีนเป็นยังไงบ้าง ไปอยู่ที่นั่น 1 ปี

ใช่ค่ะ ไปอยู่ 1 ปี ก็ได้หลายอย่าง ทั้งวัฒนธรรมจีน เพราะที่นู่นไปเรียนก็จะสอนเรื่อง มวยไทเก๊ก วัฒนธรรม ที่ได้เลยก็จะเป็นเรื่องของ… รู้เลยว่าคนจะน่ะจะขยันมาก ในช่วงเวลาเรียนของเขาจะเรียนถึงดึก 3 ทุ่ม แต่คนไทย ง่าย ๆ จะมีเรียนตอนเช้า เรียน 7 โมง แต่ตอนนั้นได้มีโอกาสตื่น 6 โมง เห็นว่านักศึกษาจีนตื่นมาท่องหนังสือ อ่านหนังสือ ใต้ตึกตั้งแต่ 6 โมงเช้า คนจีนเยอะ เด็กจีนเยอะ การแข่งขันสูง อันนี้คือเด็กไทยตื่น 7 โมงเช้ายังขี้เกียจจะก้าวขามาเรียนเลย มันหนาวอะไรงี้ แล้วเขาก็เรียนจนถึงเที่ยง แล้วก็พักกินข้าวจะเรียนอีกทีก็ 2 โมง เพราะว่าคนจีนจะมีให้นอนกลางวัน อย่างน้อยต้องได้พักกัก 30 นาที ก็คือหลับพักแล้วกก็ตื่นมาเรียนต่อ 2 โมง ถึง 5 โมง แล้วก็พักกินข้าว เพื่อที่จะไปเรียนต่อ 1 ทุ่มจนถึง 3 ทุ่ม อันนี้ตารางคนจีนนะ เขาจะเรียนหนักมากเลย ส่วนคนไทย 5 โมงก็เลิกแล้ว หลังจากนั้นก็ตามสบาย

 

 

มีเทคนิคในการเรียนภาษาจีนยังไง

ยิ่งถ้าตอนเราจะสอบอย่างเนี้ย อย่างเช่นตัวจีน พินอินก็ไม่เกี่ยวแล้วนะ เป็นตัวอักษรจีนหมดเลย ก็คือการจำ ต้องจำ ต้องคัด ต้องเขียน ส่วนตัวเราเองจะดูจากภาพวาดอะไรอย่างนี้ ในเรื่องการจำ หรือดูว่าอักษรจีนตัวนี้มี บางตัวมันจะคล้าย ๆ กัน ความหมายน่ะ ในตัวอักษรจีนมันจะมีความหมายเราก็จะใช้การจำมากกว่า แล้วก็คุยกับคนจีน หาเพื่อนด้วยการพิมพ์ผ่านวีแชทอะไรอย่างนี้ คุยกัน มันก็จะได้คำศัพท์ที่เขาใช้ง่าย ๆ เพราะการใช้ภาษาจีนในชีวิตจริงก็จะใช้รูปประโยคง่าย ๆ ไม่ได้ยาก (ก็คือจำ และก็ใช้ในชีวิตประจำวันให้มาก จะได้จำได้? ) ใช่ ใช้บ่อย ๆ ฟังบ่อย ๆ พูดบ่อย ๆ

 

เคยมีช่วงเวลาที่ท้อ ไม่อยากเรียนแล้วมั้ย?

เวลาท้อมาก ก็ตรงช่วงสอบ ไปนู่นจะสอบยาก แล้วจะเน้นเรื่องของ HSK ตอนที่เราไปจีน แล้วก็ยิ่งสอบยากที่สุดในเรื่องของประวัติศาสตร์จีนเพราะมีเรื่องที่เรียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ด้วย (ไม่ใช่แค่เรื่องภาษา แต่ต้องเรียนเรื่องของประเทศจีนด้วย) ใช่ เรียนประวัติศาสตร์ของประเทศจีนด้วย เรียนร้องเพลงก็มี ตัดกระดาษาจีน วัฒนธรรมจีน (ก็คือต้องเรียนครอบคลุมหมดทุกสิ่งทุกอย่าง?) ใช่

 

 

พอกลับมาที่ไทยแล้ว สอนสดครั้งแรกเป็นยังไง

ตอนนั้นเราอยู่ปี 5 ได้ฝึกสอน ก็ถือว่าเราเป็นครูคนหนึ่งเลยในโรงเรียน ตอนไปแรก ๆ จะตื่นเต้นหน่อยเพราะเด็กนักเรียนตัวใหญ่กว่าครูอีก สูงกว่าครูอีก เราก็แต่งชุดนักศึกษาไป ก็มีตื่นเต้นบ้าง สอนช่วงแรก ๆ ก็สอนไปเล่นไป พยายามคุยกับเด็ก

 

สอนที่โรงเรียนกับสอนพิเศษที่ NPP Chinese Home แตกต่างกันยังไง

ถ้าสอนที่โรงเรียนเราจะสอนเด็กโต เด็กมัธยม แต่มาสอนที่นี่เราจะสอนเด็กเล็ก เด็กเล็กก็จะสอนอีกอย่าง จะมีเกมเยอะขึ้น เล่นกับเด็กมากกว่า อะไรอย่างนี้จะใช้ตัวอักษรจีนที่มีภาพมาประกอบ ภาพวาดอะไรอย่างนี้

 

 

ช่วงปีที่แล้วเราเริ่มสอนออนไลน์ เป็นยังไงบ้าง

คนละอย่างเลย จากสอนสดมาสอนออนไลน์ สอนออนไลน์เราก็เหมือนคุยคนเดียว (หัวเราะ) คุย โต้ตอบ สอนเด็กในคลาสก็ต้องคอยถามว่าเขาเข้าใจมั้ย อะไรอย่างนี้ไง

 

ในการสอนออนไลน์เราได้เอาเทคนิคจากที่เคยสอนสดในห้องเรียนมาปรับใช้ยังไงบ้าง

สอนสดกับสอนออนไลน์มันจะคนละแบบเลยอะ น่าจะเป็นเกมมั้ง ครั้งหนึ่งได้ลองเอาเกม Kahoot ที่ชอบให้เด็กเล่นในคลาสสอนสดที่โรงเรียนมา เด็กก็จะรู้สึกเฮฮามาก เราก็ลองเอามาใช้กับการสอนออนไลน์ดูซิ อาจจะเป็นคำถามง่าย ๆ ให้นักเรียนตอบแข่งกันนอกจากจะพิมพ์แล้วลองกดแค่ปุ่ม ว่าตอบถูกหรือไม่ถูก เหมือนนักเรียนจะชอบนะอันนี้

 

Kahoot เป็นโปรแกรมช่วยในการเรียนการสอนผ่านเว็บไซต์  http://kahoot.com/ โดยผ่านการตอบคำถาม การอภิปราย สำรวจความเห็นผ่าน คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต สมาร์ทโฟนของนักเรียน

 

จุดมุ่งหมายของการสอนภาษาจีน อยากให้นักเรียนได้อะไรจากเราไปมากที่สุด

ให้นักเรียนสื่อสารได้ พูดได้ง่าย ๆ ก็ได้ สื่อสารประโยคง่าย ๆ นำมาใช้ได้จริงอะไรอย่างนี้ เพราะการเรียนภาษามันต้องได้พูด ต้องได้สื่อสารมันออกมา ถ้าไม่ได้พูด คิดว่ามันไม่ได้นะ

 

 

พูดถึงนักเรียนที่น่ารักทุก ๆ คน เหล่าซือหวานอยากฝากอะไรถึงนักเรียนคะ

ถึงนักเรียนที่เรียนออนไลน์อยู่กับเหล่าซือนะ เหล่าซืออยากให้นักเรียนตั้งใจ ตั้งใจเรียน ตั้งใจฝึกพูดบ่อย ๆ ฟังบ่อย ๆ ภาษาจีนยิ่งเรียนในติว HSK จะมีการฟัง นักเรียนฟังบ่อย ๆ น่ะ ได้แน่นอน