เมื่อเพื่อนไปเรียนจีน

 

(ภาพจาก: http://school.cucas.edu.cn/uploads/school/2015/0723/1437621927610141.jpg)

 

จริงๆแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของผู้เขียนโดยตรงค่ะ  แต่ก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างใกล้ตัวเพราะนี่เป็นเรื่องของเพื่อนที่เรียนห้องเดียวกันตอนมัธยมปลาย เริ่มเรียนภาษาจีนมาด้วยกันตอนมัธยมปลาย เรียนกับเหล่าซือที่เป็นคนไทยด้วยกันตอนม.4 และเหล่าซือที่เป็นคนจีนตอนม.5 และ ม.6 ไม่ต้องถามเรื่องผลการเรียน เราอยู่ในระดับงูๆปลาๆ จบม.6 มา นอกจากเลข 1-10 และศัพท์ง่ายๆบางคำ

พูดแบบตรงๆ คือเราไม่แน่ใจในอนาคตของเราเลยว่าอยากเป็นอะไร อยากเรียนอะไร ตอนจบม.6 แค่เรียนให้จบมัธยมก็ยากแล้ว เรื่องเข้ามหาลัยยิ่งยากเข้าไปใหญ่ แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถของเรา เราเลือกเรียนสิ่งที่เราชอบและถนัด ส่วนเพื่อนคนนี้ของเราเลือกเรียนครูภาษาจีน นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่อยากจะถ่ายทอดค่ะ

 

มหาวิทยาลัยที่เพื่อนเลือกเรียนนั้นเป็นหลักสูตรของการเรียนคณะครุศาสตร์เรียนเป็นเวลา 5 ปี สำหรับสาขาวิชาภาษาจีนนี้ต้องไปเรียนที่ประเทศจีนเป็นเวลา 1 ปี ในชั้นปีที่ 3 เป็นครั้งแรกที่เพื่อนห่างบ้านไปขนาดนี้ แถมไปต่างประเทศเป็นครั้งแรกด้วย วันที่เพื่อนจะไปเราก็ไปส่งที่สนามบิน ไม่ได้คิดเลยว่าเพื่อนไปอยู่ที่ไกลๆจะเป็นยังไง จะลำบากหรือเปล่า คิดแต่ว่าเพื่อนไม่อยู่เราคงเหงา จะติดต่อกันก็คงลำบาก เพราะประเทศจีนไม่สามารถใช้โซเชียลมีเดียได้อย่างประเทศไทย ไลน์ หรือ เฟซบุ๊ค แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเพราะมีทางอื่นที่จะติดต่อกันได้อย่าง วีแชท ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นแชทแบบไลน์ซึ่งทำให้เราติดต่อกันได้ อีกทางหนึ่งคือการใช้ VPN ซึ่งทำให้ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คอื่นๆที่จีนปิดกั้นได้ ดังนั้นการติดต่อกันของเราจึงไม่ได้มีปัญหามากนัก แล้วก็ผ่านช่วงเวลา 1 ปีของในการอยู่ต่างประเทศของตัวเองมาได้ และกลับมาเรียนต่อที่คณะครุศาสตร์จนจบ ตรงนี้เรารู้สึกได้ว่า เพื่อนคนนี้โตขึ้นจากการที่ได้ไปเรียนและใช้ชีวิตที่ต่างประเทศด้วยตัวเอง และที่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ เพื่อนสามารถพูดภาษาจีนได้อย่างดีเลยทีเดียวแตกต่างจากตอนที่เราเรียนภาษาจีนด้วยกันตอนม.ปลายลิบลับ

หลังจากที่เพื่อนเรียนจบมาได้สักพัก ระหว่างนั้นยังไม่ได้ทำงานเป็นหลักเป็นแหล่ง ส่วนเราและเพื่อนคนอื่นก็เริ่มทำงานไม่ค่อยได้คุยกันบ่อยๆเหมือนตอนเรียนทำให้ขาดการติดต่อกันไปพักใหญ่  ไปๆมาๆรู้ข่าวอีกที เพื่อนคนนี้มาบอกว่าจะไปเรียนต่อที่ประเทศจีนอีกครั้งเพราะได้ทุนไปเรียนปริญญาโท จากรัฐบาลจีน เป็นทุนเต็มจำนวนที่มหาวิทยาลัยที่อยู่ในมณฑลเจ้อเจียง  อยู่ทางภาคตะวันออกของจีน

มันเป็นการเริ่มต้นการไปอยู่ต่างประเทศอีกครั้งซึ่งแตกต่างจากครั้งก่อนที่มีเพื่อนทั้งชั้นปีไปอยู่ด้วย ครั้งนี้ต้องไปใช้ชีวิตเองคนเดียว

จากที่ได้คุยกันติดต่อกันก็รู้ได้ว่าการใช้ชีวิตในประเทศจีนของเพื่อนมีความสุขดี ในช่วงแรกๆก็ต้องปรับตัวเพราะมีอะไรแปลกใหม่เต็มไปหมด มีหลายอย่างยังไม่เข้าที่เข้าทาง อาหารการกินมีทั้งอร่อยบ้างไม่อร่อยบ้าง มีบางครั้งก็ทำอาหารกินเอง การเดินทางไม่ลำบากและที่นี่อากาศดีกว่าที่ไทย ฝุ่นน้อยกว่า  ส่วนเรื่องภาษาก็แทบไม่มีปัญหาเพราะมีพื้นฐานจากที่ได้เรียนมา แต่ก็ได้เรียนรู้จากที่ได้พูดคุยกับคนที่เป็นเจ้าของภาษา มีบางคำที่ไม่รู้ไม่เคยได้ยินมาก่อนก็จะถามเขาว่ามันแปลว่าอะไร เขาก็จะอธิบายให้ฟัง เป็นการเรียนรู้เพิ่มเติมนอกห้องเรียน

เรื่องวัฒนธรรมต่างๆของจีน จีนเป็นประเทศใหญ่มีความหลากหลาย ภาษาจีนไม่ได้มีแค่ภาษาจีนกลางแต่ยังมีภาษาถิ่นอีกหลายภาษาเพราะคนจีนมีหลายชนเผ่า เพื่อนบอกว่าบางครั้งก็ฟังไม่ออก ฟังเขาพูดแล้วก็ยิ้มๆไป ไม่รู้ว่าเขาด่าหรือเปล่า เพราะเป็นที่รู้กันว่าคนจีนพูดจาเสียงดังโช้งเช้ง โดยรวมแล้วไม่รู้สึกแปลกอะไรกับสิ่งเหล่านี้ของคนจีน แต่มีอย่างหนึ่งที่ไม่ว่ายังไงก็ไม่ชินก็คือการ “ขากถุย” ของคนจีน บางครั้งที่เจอก็เจอตอนกำลังกินข้าวพอดี มันเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเจริญหูเจริญตาสักเท่าไหร่

ปัจจุบันเพื่อนของเรายังคงตั้งใจเรียน สามารถติดต่อกับเพื่อนที่อยู่ไทย ยังเล่นเกมด้วยกันกับเพื่อนได้แม้ว่าเวลาจะเร็วกว่าโดยไม่มีปัญหา ใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานและท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆในจีนเมื่อมีโอกาส

จากที่ได้พูดคุยกับเพื่อนเรารับรู้ได้ว่า การไปเรียนต่างประเทศถือเป็นประสบการณ์ที่ดีของชีวิต การเรียนรู้ภาษาจากเจ้าของภาษาโดยตรง ตรงนี้ถือว่ามีประโยชน์มาก ไม่ว่าการเรียนภาษาอะไรก็ตามถ้าได้เรียนรู้จากเจ้าของภาษาเราจะเรียนรู้ภาษานั้นๆได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น อย่างที่เขียนไปข้างต้นว่าตอนมัธยมนั้นผู้เขียนและเพื่อนเรียนภาษาจีนมาด้วยกันแต่แทบไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่ในปัจจุบันนี้เพื่อนของผู้เขียนสามารถสื่อสารภาษาจีนได้อย่างคล่องแคล่ว นั่นหมายถึงว่าคนเรานั้นมีการพัฒนาได้ ถ้าได้รับการชี้แนะได้เรียนรู้ ได้รับการสนับสนุนอย่างถูกทาง และได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่พร้อมจะเรียนรู้ อีกอย่างหนึ่งที่เพื่อนบอกคือ การไปอยู่ต่างประเทศอย่าคิดว่าอยู่ไม่ได้ ต้องลองไปอยู่ มันอยู่ได้จริงๆ อีกส่วนสำคัญก็คือครอบครัว ถ้าครอบครัวสนับสนุนและตัวเราพร้อมอย่าลังเลที่จะไปลองดู แต่ถ้าไม่กล้า เราอาจจะเสียโอกาสที่ดีหลายๆอย่างในชีวิตไปก็ได้

 

 

 

 

 

 

ผู้เขียน

สุนทรี เข็มทอง